ใครหลายคนเคยบอกไว้ว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาจากต้นทุนชีวิตที่ดี คอยส่งเสริม แต่ไม่ใช่กับ “ฐิติ ศุภมณี” เขาไม่ได้มีต้นทุนชีวิตสูง ตรงข้ามอาจเรียกว่าติดลบ แต่ปัจจุบันสามารถมีหน้าที่การงานที่ดี ในระดับ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการธุรกรรมสินเชื่อ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และยังมีครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้ขัดสน มีเหลือเพียงพอที่จะแบ่งปันให้คนอื่น

 

ฐิติ เล่าว่า กว่าจะมาถึงทุกวันนี้เกือบครึ่งชีวิตต้องผ่านความยากลำบาก สมัยเด็กอยู่ชลบุรี ตัวเองเป็นลูกคนกลางในพี่น้อง 3 คน อยู่กับแม่เป็นหลัก เพราะพ่อต้องไปทำงานต่างพื้นที่ ด้วยความที่แม่เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวที่ต้องเสียสละไม่เรียนหนังสือเพื่อให้น้อง ๆ ได้เรียน ทำให้ทางบ้านไม่ได้มีเงินทองมากนัก ดังนั้น ตัวเองจึงดิ้นรนหารายได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาด้วยการขายน้ำแข็งไสหลังเลิกเรียน แบ่งเบาภาระทางบ้าน

 

“พอถึง ป.4-ป.5 น้าก็ขอตัวไปอยู่ด้วยเพราะท่านไม่มีลูก น้าคนนี้มีบุญคุณมาก แต่เราก็ไม่ได้อยู่เปล่าช่วยทำงานบ้าน ซักผ้ารีดผ้าล้างจาน ซื้อกับข้าว น้าก็ให้รายได้อาทิตย์ละ 20 บาท ก็เยอะพอสมควรในสมัยนั้นเทียบกับก๋วยเตี๋ยวชามละ 1.50 บาท เงินนั้นเราก็ไว้ใช้จ่ายดูแลตัวเอง พ่วงด้วยการขายน้ำแข็งไส ที่ยังทำอยู่เพราะไม่อยากรบกวนน้ามากนัก ทำแบบนี้จนถึงมัธยมปลายที่ต้องสอบเอนทรานซ์”

 

ตั้งใจเอนทรานซ์ ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลือก 4 อันดับรวด เพราะคนแถวบ้านเล่าให้ฟังว่าคนที่นั้นมีจิตใจเกื้อกูล และก็คิดว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ คงเรียนไม่จบ เพราะค่าครองชีพสูง เลือกอันดับ 1 คณะบัญชี แต่ติดอันดับ 2 บริหารธุรกิจ ซึ่งเรียนไปสักพักก็ขอย้ายไปคณะบัญชี

ระหว่างเรียนที่เชียงใหม่ น้าจะช่วยค่าเทอม แต่ค่าใช้จ่ายกินอยู่ต้องหาเอง เพื่อนหลายคนไปอยู่วัดเพื่อกินข้าว แต่ส่วนตัวอยากยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง จึงเลือกทำงานหาเงินเอง ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร เป็นครูสอนพาณิชยการ 2 ที่ แต่ไม่ไหว บางครั้งต้มบะหมี่อืด ๆ แบ่งครึ่งกับเพื่อนเพื่อประทังชีวิต โชคดีที่ตัดสินใจมาเชียงใหม่ เพราะสมัยก่อนใสมาก ชาวบ้านมีน้ำใจ พ่ออุ้ย แม่อุ้ย (คำเรียนปู่ย่าตายายทางภาคเหนือ) เห็นเด็กหิวข้าวมา ถึงไม่รู้จักก็จัดสำรับให้กิน เป็นข้าวเหนียวนึ่ง เก็บผักริมรั้วมา โขลกน้ำพริกให้ จากนั้นเราเริ่มมีรายได้จริงจังตั้งแต่ปี 3

 

“รู้จักอาจารย์โดยบังเอิญ ท่านก็จับเรามาสอนเต้น จนสักพักเต้นดี ก็ให้มาสอนนักเรียน แบ่งรายได้ให้ มีข้าวให้กิน ช่วงแรกที่ยังไม่ได้รับค่าจ้าง ท่านรู้ว่าเราเป็นนักศึกษาและถึงเวลาต้องลงทะเบียน ก็เดินเอาเงินใส่มือให้เราไปใช้ลงทะเบียนเรียนหนังสือ แม้ตอนนั้นน้าจะยังส่งเงินให้เรียนอยู่ แต่เข้ารู้ว่าเราไม่พอใช้ เราจึงอยู่มาได้จนจบปี 5”

 

หลังจากเรียนจบก็เลือกทำงานธนาคารเพราะสมัยก่อนอาชีพนายธนาคารเป็นที่ยอมรับ จากที่เคยเช่าห้องเสื่อผืนหมอนใบ ก็อาศัยเก็บหอมรอบริบร่วมกับภรรยาหน้าที่การงานก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้มีโอกาสคืนน้ำใจให้สังคมอยู่เนือง ๆ เช่น เป็นอาจารย์สอนพิเศษ นำรายได้ที่ได้เข้าสมทบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ยากจน

 

มาสะดุดใจตอนที่ได้ยินข่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำผ้าป่าสามัคคี เมื่อปี 2559 รู้สึกละอายใจตัวเองที่ไม่มีส่วนช่วยจริงจังกับคณะที่เราเล่าเรียนมา แม้ตอนเด็กเราไม่ได้ขอทุนจากมหาวิทยาลัยเลย แต่ก็รู้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรุ่นน้องที่ฐานะไม่ดีนักเหมือนตอนเราเป็นเด็ก

 

โปรเจกต์เงินออมเพื่อน้อง จึงเริ่มขึ้น เมื่อก่อนที่เคยเป็นวิทยากรตามองค์กรต่าง ๆ แล้วไม่รับเงิน ตอนนี้ก็จะรับเงินเพื่อมาสมทบไปบริจาคให้มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเก็บเหรียญหยอดกระปุก เพื่อไม่ให้ตัวเองสะดุด ออมไปเรื่อย ๆ จนถึงประเพณีรับน้องขึ้นดอยในช่วงเดือนกันยายน ก็จะมีเงินออมของเราจำนวนหนึ่ง รวมกับส่วนของเพื่อนในคณะและรุ่นน้อง ที่มีเราเป็นศูนย์กลาง

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน วันรับน้องขึ้นดอย สามารถระดมทุนจากศิษย์เก่าบริจาคตรงให้คณะบริหารธุรกิจ ใช้เป็นทุนการศึกษารุ่นน้องคณะที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้ถึง 1.64 แสนบาท

 

“ส่วนตัวอยากบริจาคเงินให้คณะต่อไปเรื่อย ๆ และตั้งใจไปร่วมงานรับน้องขึ้นดอยทุกปี อย่างที่ทำมาตลอด นักศึกษารุ่นต่อรุ่นก็เห็นเราทุกปี เลยขนานนามให้ว่า “ปู่อ๊อด” เพราะเทียบรุ่นแล้วมีหลานรหัสเยอะมาก หลานรหัสก็รักคณะไม่แพ้กัน เพราะบริจาคเงินให้คณะสม่ำเสมอ ทุกคนพร้อมช่วยเหลือคณะเท่าที่กำลังมี”

 

สังเกตได้ว่าเป็น จิตอาสา ทั้งโดยส่วนตัวและได้รับหมอบหมาย ซึ่งได้รับดีเอ็นเอจากที่เห็นพ่อแม่เหนื่อย ต้องกินอยู่อย่างประหยัดเพื่อนำเงินกลับบ้าน สมัยเด็กจึงรู้สึกว่าต้องช่วยกันทำ ตอนอยู่เชียงใหม่เราลำบาก ก็พบกับคนที่ให้โอกาส ทั้งอาจารย์สอนเต้น รวมทั้งพ่ออุ้ย แม่อุ้ยที่เราไปฝากท้อง

 

อาจได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างมาตลอดจึงเป็นการปลูกฝังความช่วยเหลือกผู้อื่นมาอย่างไม่รู้ตัว ยินดีและเต็มใจที่จะส่งต่อน้ำใจให้รุ่นน้องต่อไป และเชื่อว่า สายใยนี้คงไม่ขาดจากกัน แต่จะเป็นสายป่านที่ต่อยาวไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์. (2560, 24 กันยายน). ฐิติ ศุภมณี ปู่อ๊อดแห่ง มช. จากผู้รับสู่ผู้ให้. โพสต์ทูเดย์, น.B2

ภาพ

  • http://www.posttoday.com/newspaper/magazine/516599 
  • FB: Humble Guy