คณะบริหารธุรกิจจัดการประชุมสรุปผลการดำเนินงานโครงการต้นแบบการผลิตบัณฑิตข้ามสาขาด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) ระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) และนักศึกษานำเสนอผลการดำเนินงานโครงการฯ โดยแบ่งเป็น โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในธุรกิจสินเชื่อ จำนวน 2 กลุ่ม โครงการแอปพลิเคชันการเรียนรู้ของแมชชีน จำนวน 3 กลุ่ม และโครงการแอปพลิเคชันการวางแผนการลงทุนส่วนบุคคล จำนวน 2 กลุ่ม วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2561 ณ ห้องประชุมหกเหลี่ยมและห้อง MBA2 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เวลา 9.30-16.30 น.

 

 

จากการที่ คณะบริหารธุรกิจ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาโครงการต้นแบบในการผลิตบัณฑิตข้ามสาขาด้านเทคโนโลยีทางการเงิน หรือFintech โดยมีนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 และ 4 สาขาการเงินและการธนาคารและสาขาวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์เข้าร่วมโครง การเพื่อเรียนรู้และพัฒนาโครงงานร่วมกัน โครงการนี้มีโจทย์จากธนาคารไทยพาณิชย์ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ธนาคารแห่งอนาคตซึ่งต้องการผู้ร่วมงานที่มีความรู้ทั้งสองศาสตร์ทั้งด้านการเงินและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คำตอบของโจทย์นี้ไม่สามารถจะอาศัยหลักสูตรใดๆที่มีอยู่ในปัจจุบันหรืออาศัยหลักสูตรใหม่ที่วางแผนจะตั้งขึ้นมาเพราะการตั้งหลักสูตรใหม่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีในขณะที่ธนาคารและสถาบันการเงินเองก็ไม่มีทรัพยกรบุคคลที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทางออกของปัญหาจึงกลายเป็นความร่วมมือของทั้งสามฝ่ายคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นธนาคารอันดับต้น ๆ ของประเทศ คณะบริหารธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตบัณฑิตสาขาการเงิน และคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่เชียงชาญเรื่องการพัฒนาโปรแกรมภายใต้การให้คำปรึกษาจากคณะอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ความร่วมมือนี้จึงถือเป็นการก้าวข้ามวิถีแห่งการเรียนรู้แบบเดิมที่อาศัยตำราและห้องเรียนมาเป็นโจทย์ของธุรกิจการเงินและการทำงานของอาจารย์และนักศึกษาจากสองสาขาวิชาที่แตกต่างกัน สำหรับโครงการในครั้งแรกนี้โจทย์ที่กำหนดคือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain, การพัฒนาเพื่อให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากเอกสารหรือบทวิเคราะห์ (Machine Learning) และการพัฒนา Mobile Application ทางการเงินเพื่อตอบสนองการลงทุนของคนทั่วไป วันที่ 17 พฤษภาที่ผ่านมาเป็นวันที่ ทั้งสามฝ่ายได้ร่วมกันประชุมรับฟังขัอคิดเห็น และประเมินผลคำตอบจากอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาได้ทุ่มเทการทำงานมายาวนานกว่าสี่เดือน จากการประเมินผลการดำเนินการ นับได้ว่าประสบความสำเร็จและได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดยนักศึกษาของทั้งสองคณะสามารถพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข่าวจากงบการเงินที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งทำให้ในอนาคตนั้นข้อมูลข่าวสารทั่วๆไปหรือรายงานของบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งสารสนเทศจากนักวิเคราะห์จะถูกนำมาถอดให้เป็นคุณค่าของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งได้ หรืออาจบอกอนาคตได้ว่าบริษัทจะมีการควบรวมกิจการหรือไม่ นักศึกษาบางกลุ่มสามารถพัฒนาแอพลิเคชันที่ทำให้การลงทุนในกองทุนและการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องง่ายผ่านเทคโนโลยีของ Fintech ซึ่งผู้ใช้งานแอพลีเคชันสามารถรู้ว่าหุ้นที่ตนเองลงไปนั้นมากหรือน้อยกว่าที่ควรเป็นอย่างไร อีกตัวอย่างของควาสำเร็จคือโครงการที่นักศึกษาสามารถนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาประยุกต์ใช้กับการออกเอกสารทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ จนทำให้กระบวนการที่ซับซ้อน เนิ่นนานของเอกสารเสร็จได้ในไม่กี่ชั่วโมงโดยที่ผู้เกี่ยวข้องเพียงแต่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น นับได้ว่าทั้งหมดเป็นผลผลิตจาการการเรียนรู้ร่วมกันของสามฝ่ายการดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของการเรียนรู้ที่ไม่ได้ให้นักศึกษาศึกษาเฉพาะเรื่องราวทางทฤษฎีในห้องเรียนแต่ได้นำเอาโจทย์ปัญหาจริงในภาคอุตสาหกรรมการเงินมาวิเคราะห์ เรียนรู้ และแก้ปัญหาระบบการเรียนนี้ได้ช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะทางด้านการเรียนรู้ และการทำงานร่วมกับสมาชิกในทีมที่มีพื้นความรู้ที่แตกต่างกันระหว่างนักศึกษาภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องมีบทบาทอย่างมากในการทำงานยุคใหม่ที่ต้องการบุคคลากร ซึ่งต้องมีทั้งความรู้ทางการเงินและคอมพิวเตอร์ รองศาสตราจารย์ ดร. สิริวุฒิ บูรณพิร คณบดีคณะบริหารธุรกิจได้สรุปให้ฟังว่า โปรเจคท์นี้เป็นรูปแบบของการเรียนรู้สมัยใหม่ที่ต้องการให้ฝึกให้คนมีทักษะของการเรียนรู้ในหลายศาสตร์ นักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆจาก project นี้ เช่น นักศึกษาคณะบริหารได้เรียนรู้โลกของการเขียนโปรแกรม เขารู้จักการสื่อสารกับคนในวงการคอมพิวเตอร์ เช่น รู้จักภาษาไพธอนที่จะเป็นภาษาที่จะใช้ในการเขียนโปรแกรม เขาได้รู้จักการจัดระบบความคิดตัวเองจากการออกแบบโปรแกรม เขาเรียนรู้ที่จะทำงานกับเพื่อนที่มีความรู้ต่างสาขาซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากในองค์กรใหม่ เขาได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างแท้จริงด้วยการกำหนดบทบาทหน้าที่ ของแต่ละคนที่มีความชำนาญต่างกัน นอกจากนั้นเขายังได้ประจักษ์ด้วยตนเองถึงความสำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการค้นหาสิ่งที่ต้องการ project นี้เป็นการจำลองสถานการณ์ของการทำงานจริงๆที่ต้องทำงานกัน 24 ชั่วโมงของคนในภาคการเงิน เชื่อว่านักศึกษาที่จบไปเหล่านี้จะมีความพร้อมสูงสำหรับการทำงานในปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐ วรยศ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผศ. ดร. อรรถพล สมุทคุปติ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นักศึกษาทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ได้เรียนรู้ถึงการประยุกต์การเขียนโปรแกรมเพื่อใช้งานด้านการเงิน ซึ่งเขาไม่รู้จักมาก่อน เขาต้องทำความเข้าใจถึงเนื้อหาของทั้งทางบัญชีและการเงินทำให้เขารู้ว่านอกจากองค์ความรู้เรื่องของโปรแกรมที่เขาต้องเรียนแล้ว เขายังต้องรู้จักพัฒนาตัวเองเพื่อให้เข้าใจศาสตร์อื่นด้วย รวมถึงพัฒนาทักษะการสื่อสารซึ่งนักศึกษาในด้านนี้อาจยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ เวทีนี้จึงเป็นเวทีที่ทำให้เขาเรียนรู้ก่อนจะก้าวสู่โลกการทำงานจริง ๆ สำหรับทางฝ่ายของธนาคารไทยพาณิชย์นั้น คุณกนกเนตร เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Project Delivery และทีมงาน กล่าวถึงโครงการนี้ว่าที่ไทยพาณิชย์พูดกันมากมานานแล้วถึงเรื่องว่าธนาคารจะเป็น Platform ของ Services ทางการเงิน มากกว่าที่จะเป็นการให้บริการทำธุรกรรมอย่างเดียว ซึ่งทุกคนที่ได้ฟังตอนแรกก็งงๆว่าคืออะไรแต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้ว และเริ่มเห็นการประยุกต์ใช้แล้ว ทำให้องค์กรเองต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งคนทำงานในระบบนี้คือต้องสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะหลายๆอย่างเปลี่ยนไปเร็วมากจนรอให้คนมาบรรยายมาสอนให้ฟังนั้นไม่ทันเวลากับการเปลี่ยนแปลงโปรเจคท์นี้ช่วยเสริมให้เกิดทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดีมาก คุณกนกเนตร

กล่าวชื่นชมถึงความสามารถของนักศึกษาว่าทำได้ดีมากหลายกลุ่มทำให้ทีมงานต้องขอนำโปรแกรมที่พัฒนาแล้วไปเสนอให้ผู้บริหารระดับสูง และไทยพาณิชย์พร้อมรับนักศึกษาในโปรเจคท์นี้มาร่วมงานด้วย และยังกล่าวต่อไปว่าทางธนาคารรู้สึกประทับใจกับการทำงานร่วมกันของทั้งสองคณะและชื่นชมว่าคณะบริหารธุรกิจและคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมช.นั้นเป็นศูนย์การศึกษาชั้นนำของประเทศอย่างแท้จริง