ประเภทงานวิจัย
:
งบประมาณภายนอก
งบประมาณ
:
100000
ปีงบประมาณ
:
2549
แหล่งทุน
:
นักวิจัยรุ่นใหม่มช.
ประเภทงานวิจัย ( ทุน )
:
งบประมาณภายนอก
ระยะเวลาดำเนินการวิจัย
:
2550-02-27 ถึง 2551-02-27
หน่วยงาน
:
สำนักงานคณะฯ
หัวหน้างานวิจัย
:
นักวิจัย สิริรัฐ สุกันธา
ผู้ร่วมวิจัย
:
พนักงานปฏิบัติงาน พิมพ์พิศา มณีจันทร์
สถานะงานวิจัย
:
เสร็จสมบูรณ์
 
-
บทคัดย่อ ( Abstract )
-
 

 

  การศึกษาการประเมินผลโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในจังหวัดเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลโครงการกองทุนหมู่บ้านและศึกษาปัญหาอุปสรรคตลอดจนผลกระทบจากการดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในจังหวัดเชียงใหม่ โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน, สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่กองทุนฯ ตั้งอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 300 คน จากกลุ่มประชากรที่ประกอบด้วยหมู่บ้านที่ได้จัดตั้งและได้รับการโอนเงินกองทุน จำนวน 2,092 กองทุน ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบ Stratified Three - State Sampling
ผลการศึกษาการประเมินผลโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงมีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 31- 40 ปี มีการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษามากที่สุด และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมโดยมีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน
ด้านการดำเนินงานของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน พบว่า คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านได้มีการจำแนกหน้าที่ให้กรรมการทุกคนรับผิดชอบ มีการจัดทำระเบียบข้อบังคับกองทุนฯและมีการจัดประชุมสมาชิกกองทุนทุกๆ 2-3 เดือน สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณาให้เงินกู้นั้น พิจารณาจากสมาชิกกองทุนที่มีความตั้งใจที่จะนำเงินไปใช้ในการประกอบอาชีพและพิจารณาจากความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ได้เป็นสำคัญ สมาชิกกองทุนส่วนใหญ่จะขอกู้ยืมเงินโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนเงินระหว่าง 10,000-20,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนประกอบอาชีพ โดยอัตราดอกเบี้ยของกองทุนหมู่บ้านส่วนใหญ่ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเหมาะสม ผลจากการกู้ยืมเงินกองทุนหมู่บ้านมีสมาชิก มากกว่า 3ใน4 ของสมาชิกทั้งหมดมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้าน สำหรับหนี้ค้างชำระนั้นมีประมาณร้อยละ 26.7 คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 510,000 บาท ของกองทุนทั้งหมดที่ให้กู้ไป โดยผู้ที่ค้างชำระต้องมีการเสียเบี้ยปรับต่อวัน อยู่ในช่วงระหว่าง 0.5-100 บาท ต่อวัน
ด้านการจัดทำบัญชีกองทุน กองทุนหมู่บ้านส่วนใหญ่ มีการจัดทำบัญชีกองทุนหมู่บ้านทุก 1 ปี โดยมีการจัดสรรผลกำไรให้แก่สมาชิกในรูปแบบของการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกและเพื่อสาธารณประโยชน์ของชุมชนเป็นประจำทุกปีปีละ 1 ครั้ง
ในด้านการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านนั้น ผลการศึกษาพบว่า คณะกรรมการกองทุนแต่ละกองทุนฯ มีส่วนร่วมน้อยในการตรวจสอบรายงานการเงิน โดยให้กรรมการผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงิน ทำการชี้แจงรายงานการเงินของกองทุนให้สมาชิกได้ทราบ ส่วนสมาชิกกองทุนมีลักษณะการมีส่วนร่วม ในรูปแบบของการกู้ยืมเงินจากกองทุน การเข้าร่วมประชุมและการร่วมคัดเลือกคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนนั้น มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านค่อนข้างน้อย
ด้านความพึงพอใจในการดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านผลการศึกษา พบว่า สมาชิกกองทุนหมู่บ้านส่วนใหญ่มีความพอใจระดับปานกลาง ในเรื่องความเป็นธรรมในการอนุมัติเงินกู้ การเบิกจ่ายเงินกู้ การรับชำระเงินกู้ การได้รับเงินกู้ตามที่ยื่นขอกู้ ระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนผลประโยชน์โดยรวมที่ได้รับจากการเป็นสมาชิกของกองทุนหมู่บ้าน
ด้านทัศนคติที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับนโยบายกองทุนหมู่บ้าน เนื่องจากมีประโยชน์ต่อชุมชนและต้องการให้มีการดำเนินนโยบายกองทุนหมู่บ้านต่อไป สำหรับแนวโน้มของกองทุนหมู่บ้านนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่า มีแนวโน้มไปในทางที่ดีโดยดูจากจำนวนผู้ยื่นขอกู้ยืมเงินจากกองทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีหนี้ค้างชำระน้อยและนโยบายกองทุนหมู่บ้านยังก่อให้เกิดการบริหารจัดการภายในชุมชนของตนเองได้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ ด้าน เช่น การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาศักยภาพของชุมชน ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลผู้วิจัยเห็นว่าควรจัดให้นโยบายกองทุนหมู่บ้านเป็นนโยบายระยะยาวเพื่อให้ระยะเวลาแก่สมาชิกในหมู่บ้านได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานกองทุนหมู่บ้านได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันควรมีการดูแลเรื่องการชำระเงินคืนโดยอาจจัดเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าร่วมติดตามหรือสังเกตการณ์ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในด้านการบริหารกองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งควรจะพิจารณาเพิ่มวงเงินกู้และขยายระยะเวลาในการชำระคืนเงินให้สอดคล้องกับช่วงขายผลผลิตของสมาชิกซึ่งจะสามารถมีเงินนำมาคืนกองทุนหมู่บ้านได้โดยไม่ต้องไปยืมเงินจากแหล่งทุนอื่นมาคืนซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้กู้ นอกจากนั้นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องกองทุนหมู่บ้านควรจัดสรรค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้กองทุนหมู่บ้านแต่ละแห่ง เพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินงาน ให้แก่คณะกรรมการเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน และควรจัดให้มีเวทีประชาคมระดับอำเภอหรือจังหวัดเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนฯ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยเหลือกันในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความเข้าใจที่ตรงกันและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที


  The objective of this project was to study the Evaluation of the Village Fund and Community Project in Chiangmai province and to study the problems and the obstacles as well as their effects on the Village Fund and Community Project in Chiangmai province. The study samples were composed of the Village Fund Committee, the Village Fund members and the population whose residence was in the area in which the Village Fund and Community Project was situated. The total number of population involved in this project was 300 persons whose selection technique was the stratified Three-State Sampling that had been functional through the total village funds of 2,092 financial resources in the Chiangmai provincial region. According to the study, the researcher found that the samples selected for the Village Fund and Community Project in Chiangmai were consisted of more males than the females in the interval of 31-40 years of age. Most of them had finished primary education and they were the labor force in the agricultural segment whose income was below 5,000 Baht per month. Owing to the operation of the Village Fund and Community Project, the researcher found that each of the Village Fund committee had performed responsibility and function such as setting up regulations and arranging a meeting every 2-3 months. The criteria for which the members would be allowed to get the loan were depending on their determination in working and the intention to utilize the loan on their occupation. Additionally, the ability to pay back the loan was a significant criterion. The average loan was 10,000-20,000 Baht. Mostly, they would use the money on the performing of their occupation while the interest rate was 6% per year. This interest rate was considered to be a fair rate that everyone agreed upon. As the result, more than three fourths of the Village Fund members could increase their income from the loans. However, there was at least 26.7% unpaid pay-back money of the total loans; it was estimated to be approximately 510,000 Baht from the total sum of the loans. Nevertheless, the nonpayer’s payment was 0.5-100 Baht per day. The Village Fund and Community Project determined to have an annual accounting so that profit could be arranged for each member in term of annual social welfare. The researcher also found that the members had very little opportunity to get involvement with the financial inspection. In short, the members would let the committee to do the function of financial inspection and later reported to the members to be known. The participatory function of the members normally involved the loans and the joining of the meetings performed by the Village Fund and Community Project. Nevertheless, the people who were not the members of the Village Fund and Community Project would surely have very little involvement with the Village Fund and Community Project. According to the research, the researcher found that the satisfaction of being a member of the Village Fund and Community Project and the fulfillment of the management were in the middle range. In fact, the approval for having a loan was based on justice and fair dealing which included the getting of the loans, the payment of the loan, the endorsement on the sum asking for the loans, time duration of the payment and the interest rate as well as the benefits in joining the Village Fund and Community Project. Owing to the study on the attitude of the Village Fund and Community Project management the researcher found that the samples seemed to agree with the Village Fund and Community policy for it was beneficial to the community. Thus, it was a pleasure to continue the project for the village. Therefore, the tendency of the Village Fund and Community Project would be increasing on the number of the persons who wanted to have such the loans with the minimum number of the non-loan-payers. As the matter of fact, the Village Fund and Community Project would make the management of the community to be at ease. For example, there was a career development project, community potential development project, which would upgrade and make a better living condition for the community. The recommendation was that the researcher suggested that the government should provide a long term project for the Village Fund so that the villagers would be acquainting with the procedure and the management of the funding project. However, the government should perform close inspection on the pay back of the loans; government officials should be involved in the returning of the money back to the fund. The government should provide education and learning so that people would understand on the Village Fund and Community Project. Additionally, the funding should be increased in conjunction with extension of pay back period to be longer than before. The goal was to get rid of the chance that the members had to borrow money from some other funding or financial institution. Furthermore, the offices that looked after the Village Fund and Community Project should have their own expenses so that they could manage their works effectively. Committeemen should have expenses compensation so that they would work with good morale. Each month, a public stage talking should be set up to open the chance for members and villagers to exchange their opinions and to help each other solve their problems. Thus, all the problems could be solve immediately and in-time.
 
 
>> รายละเอียดงานวิจัย